ที่ทำงานที่มีหัวหน้า Toxic อาจไม่ได้ทำให้แค่เหนื่อยกับงาน แต่ทำให้คนคนหนึ่งเริ่มสงสัยคุณค่าของตัวเองโดยไม่รู้ตัว จากเดิมที่เคยมั่นใจในการทำงาน กลับเริ่มคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ ทำอะไรก็ผิด และต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา

ปัญหาสำคัญคือ เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความกดดัน ความไม่แน่นอน หรือการถูกลดคุณค่าเป็นประจำ คนเรามักค่อย ๆ ซึมซับความรู้สึกเหล่านั้นเข้ามา และเริ่มโทษตัวเองมากกว่าตั้งคำถามกับสิ่งแวดล้อมที่กำลังทำร้ายจิตใจ

ที่ทำงานควรเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้คนเติบโต เรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างปลอดภัย ไม่ใช่พื้นที่ที่ทำให้ต้องใช้ชีวิตด้วยความกลัวหรือความระแวงอยู่ตลอดเวลา หากเริ่มรู้สึกว่าสุขภาพจิตแย่ลงเพราะหัวหน้าหรือบรรยากาศในที่ทำงาน Toxic การหาวิธีปกป้องจิตใจของตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

หัวหน้า Toxic มีนิยามอย่างไร ส่งผลต่อสุขภาพจิตอย่างไรบ้าง

หัวหน้า Toxic กับหัวหน้าที่ดุไม่ใช่แบบเดียวกันเสมอไป บางครั้งหัวหน้าที่ดุ เสียงดัง เข้มงวด แต่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ พูดคุยอย่างมีเหตุผล และส่งเสริมให้ลูกน้องพัฒนาศักยภาพตัวเอง ก็ยังไม่เรียกว่า Toxic ในขณะที่หัวหน้าบางคนอาจพูดจาแบบเรียบ ๆ ไม่แสดงออกโดยตรง แต่ลูกน้องกลับรู้สึกหมดพลังจากภายใน ซึ่งอาจมาจากพฤติกรรมดังต่อไปนี้

1. การวิจารณ์ต่อหน้าคนอื่น ไม่ใช่การติเพื่อก่อ แต่ทำให้รู้สึกอับอาย

2. ให้คุณค่าแบบมีเงื่อนไข ดีด้วยเมื่อมีประโยชน์ แต่เมื่อทำไม่ได้ อาจถูกเมินหรือเย็นชาใส่

3. สื่อสารไม่ชัดเจน แต่คาดหวังผลลัพธ์สูง เมื่อเกิดความผิดพลาดก็โยนให้ลูกน้อง

4. สร้างบรรยากาศที่กดดัน ใช้อารมณ์ของตัวเองจนทำให้บรรยากาศในที่ทำงานน่าอึดอัด

5. ควบคุมมากเกินไป หรือทำตัวไม่แน่นอน คาดเดาไม่ได้ ทำให้ลูกน้องรู้สึกระแวง

จะเห็นได้ว่าหัวหน้า Toxic ไม่ใช่แค่การตะโกนหรือต่อว่าเท่านั้น แต่อาจมาในลักษณะของความเย็นชา การเมินเฉย เป็นลักษณะที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อลูกน้องต้องเจอพฤติกรรมหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าไว้วางใจ จึงเกิดความเหนื่อยล้าทางใจ หากสมองและจิตใจต้องแบกรับความรู้สึกนั้นเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อสุขภาพจิต ดังนี้

1. สมองอยู่ในโหมดระวังภัยตลอดเวลา

หัวหน้า Toxic จะทำให้ลูกน้องต้องคอยระวังความผิดพลาดต่าง ๆ แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย เช็กข้อความหรืออีเมลด้วยความกังวล ต้องคอยคาดเดาอารมณ์ของหัวหน้าว่าเขาต้องการอะไร เขากำลังจะตำหนิอะไรอีกหรือไม่ การที่สมองต้องคอยจับสัญญาณอันตรายตลอดเวลานั้นสร้างภาระอย่างมาก จะทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า หยุดคิดเรื่องงานไม่ได้ และทำงานได้ไม่เต็มที่

2. การเห็นคุณค่าในตัวเองถูกกัดกร่อนลง

คนเราทุกคนไม่ได้เก่งมาตั้งแต่แรก สามารถพัฒนากันได้ แต่หัวหน้า Toxic จะทำให้ลูกน้องมองเห็นว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่ดีพอ เพราะถูกวิจารณ์อยู่เสมอ ซึ่งการวิจารณ์ในเชิงลดคุณค่าไม่ได้ช่วยพัฒนาศักยภาพในการทำงาน และยังส่งผลให้ผู้ที่ถูกวิจารณ์รับเอาความคิดไว้ในใจ และรู้สึกว่าถูกลดคุณค่าลงไปเรื่อย ๆ

3. กลายเป็นแผลใจที่ส่งผลต่อเนื่องแม้ลาออกแล้ว

บางคนลาออกจากที่ทำงาน Toxic แล้ว แต่ยังฝันเห็นที่ทำงานเก่า รู้สึกใจสั่นเมื่อได้ยินเสียงข้อความแจ้งเตือน พักผ่อนแล้วรู้สึกผิด กลัวการทำผิดพลาด เมื่ออยู่ในที่ทำงานใหม่จึงทำงานแบบหักโหม เพราะต้องการพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง แผลใจจากที่ทำงานจึงไม่ต่างจากบาดแผลทางใจจากสาเหตุอื่น และต้องใช้เวลาฟื้นฟูเพื่อให้สุขภาพจิตดีขึ้น

วิธีดูแลตัวเอง เมื่อต้องทำงานร่วมกับหัวหน้า Toxic

หัวหน้า Toxic ส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาวได้มากกว่าที่คิด ทุกคนควรมีวิธีรับมือกับความรู้สึกด้านลบต่าง ๆ เพื่อให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยไม่จำเป็นต้องผูกคุณค่าของตัวเองเข้ากับงานเสมอไป ลองปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้ไปพร้อมกับการพัฒนาตัวเองเพื่อการทำงาน

1. แยกคุณค่าตัวเองออกจากการประเมินของหัวหน้า

การประเมินจากหัวหน้าไม่ได้บ่งบอกตัวตนของคุณทั้งหมด เป็นเพียงการชี้ให้เห็นจุดที่ควรปรับปรุงและพัฒนาต่อไป หากถูกปฏิบัติไม่ดีก็ไม่ได้แปลว่าคุณไม่มีคุณค่า หรือสมควรถูกปฏิบัติแบบนั้น ให้โฟกัสเฉพาะสิ่งที่ดีต่อตัวคุณเอง แยกคำพูดที่ออกมาจากอารมณ์ของหัวหน้า Toxic แล้วให้ความสำคัญกับสิ่งที่คุณทำได้แทน

2. สร้างขอบเขตทางอารมณ์สำหรับเรื่องงานโดยเฉพาะ

จำกัดเรื่องคุณค่าของงานกับคุณค่าในตัวเองไม่ให้หลอมรวมกันมากเกินไป เพราะตัวตนของคุณกับหน้าที่ของคุณเป็นคนละเรื่องกัน หลังเลิกงานแล้วอนุญาตให้ตัวเองอยู่ในบทบาทอื่นของชีวิต ผ่อนคลายและพักผ่อนให้เต็มที่ ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่กับเพื่อนร่วมงานที่ช่วยส่งเสริมกันด้วยพลังบวก เพื่อสร้างพลังใจในการทำงาน หรือปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อบำบัดอารมณ์ให้ดีขึ้น

3. วางแผนระยะยาวเพื่องานในอนาคต

ประเมินตัวเองในระยะยาวว่าที่ทำงานนี้ดีต่อสุขภาพจิตหรือไม่ หากไม่ใช่อาจมองหาทางเลือกอื่น ๆ สำหรับการทำงาน ไม่ผูกติดตัวเองกับความเชื่อหรือความเคยชินเดิม ๆ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนหางานใหม่ ทำเท่าที่ตัวเองทำได้ พัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ อัปเดตประวัติการทำงานและเครือข่ายเพื่อนร่วมงาน เมื่อมีโอกาสเข้ามาจะได้มีความพร้อมสำหรับการเริ่มต้นใหม่เสมอ

บทสรุป

หัวหน้า Toxic ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอดทนจนถึงที่สุด แต่เป็นเรื่องที่ต้องแยกแยะระหว่างการทำงานหนักกับการถูกทำร้ายทางอารมณ์ ประเมินดูว่าตัวเองเหนื่อยกับงานด้วยเรื่องอะไรกันแน่ เพราะสุขภาพจิตของคุณก็สำคัญไม่แพ้การทำงานให้ดี หากรู้สึกเจ็บจนอ่อนแรง และทนต่อไม่ไหว Happy Me Clinic มีนักจิตวิทยาที่พร้อมรับฟังและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับความเครียดจากการทำงาน บางครั้งคุณอาจต้องการเพื่อนคอยสนับสนุนทางอารมณ์ เพื่อเติมกำลังใจให้ทำงานได้ดีขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

1. จะรู้ได้อย่างไรว่าปัญหาคือหัวหน้า Toxic หรือตัวเราเอง

สังเกตจากพฤติกรรมและผลกระทบเป็นหลัก หากปัญหามาจากหัวหน้า เพื่อนร่วมงานมักรู้สึกเหมือนกัน และประเมินตัวเองตามความเป็นจริงว่ามีทัศนคติและอารมณ์ต่อที่ทำงานอย่างไรบ้าง หรือมีปัญหาเรื่องเดิมกับการทำงานหลายที่หรือไม่

2. มีวิธีผ่อนคลายตัวเองหลังเลิกงานทันที หากที่ทำงาน Toxic ไหม

หลังเลิกงานแล้วให้ตัดขาดทางกายภาพกับงานทันที ด้วยการปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดเกี่ยวกับงาน สร้างบรรยากาศผ่อนคลายที่บ้านด้วยกลิ่นหอม เคลื่อนไหวร่างกายเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้า และระบายความรู้สึกเพื่อกำจัดความคิดลบออกจากสมอง

3. ควรปรึกษานักจิตวิทยาเรื่องงานไหม

การปรึกษานักจิตวิทยาเป็นทางเลือกที่ดีมาก ควรไปพบนักจิตวิทยาเมื่อรู้สึกหมดไฟ หมดพลัง และความเครียดเรื่องงานส่งผลต่อร่างกาย เช่น ปวดหัว แน่นหน้าอก พฤติกรรมการกินมีปัญหา เป็นต้น

แหล่งอ้างอิง

[1] Emerald Publishing. Does toxic leadership influence employees’ defensive and aggressive reactions: threat as a mediating mechanism (2025). เข้าถึง 15 พฤษภาคม 2026

[2] Taylor & Francis. Toxic work environment: the impact of toxic leadership and workplace bullying on employees’ innovative work behavior and affective commitment (2025). เข้าถึง 15 พฤษภาคม 2026

[3] Frontiers. Beyond the surface: exploring the impact of toxic leadership on emotional and cognitive strain at work (2026). เข้าถึง 15 พฤษภาคม 2026