ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนวัยทำงานให้ความสำคัญกับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพจิตกับการทำงานมากขึ้น คำที่หลายคนคุ้นเคยคือ Burnout และ Quiet Quitting ซึ่งอาจดูคล้ายกันและถูกเข้าใจว่าเป็นอาการหมดไฟในการทำงานเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองคำนี้แตกต่างกันทั้งในแง่ความหมายและความรู้สึก

ซึ่งบางคนเลือกตั้งขอบเขตเรื่องงานกับชีวิตส่วนตัวอย่างชัดเจน ในขณะที่บางคนกำลังเหนื่อยล้าทั้งกายและใจอย่างเรื้อรังโดยที่ไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร การเข้าใจความแตกต่างของสองคำดังกล่าวจะทำให้คุณเข้าใจตนเองมากขึ้น และเริ่มดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสม

ความแตกต่างระหว่าง Quiet Quitting และอาการ Burnout 

Quiet Quitting ไม่ใช่การเอาใจออกจากงานเสียทีเดียว บางคนเข้าใจว่าเป็นการที่ร่างกายนั่งทำงานอยู่ แต่จิตใจอยู่กับสิ่งอื่นไปแล้ว แต่จริง ๆ คือการที่ยังทำงานตามขอบเขตหน้าที่ แต่ไม่รับภาระงานที่นอกเหนือจากขอบเขตความรับผิดชอบของตัวเอง พูดง่าย ๆ ก็คือการไม่ทำงานเกินตัว ทั้งนี้ อาจเกิดจากความตั้งใจที่จะรักษาสมดุลของชีวิตตั้งแต่แรก หรือเกิดจากความเหนื่อยล้าแล้วตั้งใจถอยมาตั้งขอบเขตกับงานก็ได้

Burnout หมายถึงภาวะความเครียดเรื้อรังจากงาน มีความเหนื่อยล้าทางอารมณ์และรู้สึกห่างเหินจากงานที่ทำอยู่ รู้สึกว่าประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ไม่ใช่แค่ความเบื่อหรือเหนื่อยทางกาย แต่ยังส่งผลต่อความคิดและอารมณ์ด้วย ภาวะนี้มักเกิดจากการเอาคุณค่าของตนเองไปผูกติดไว้กับงาน ถึงจะพักผ่อนแล้วก็ยังหยุดคิดเรื่องงานไม่ได้ และไม่เคยหายเหนื่อยจริง ๆ ควรลองสังเกตว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความเบื่องาน หรือเป็นภาวะหมดไฟในการทำงาน

ความแตกต่างของทั้งสองอาการสามารถเปรียบเทียบได้ง่าย ๆ ด้วยตารางด้านล่างนี้ ลองสังเกตพฤติกรรมของตัวเองดูว่าใกล้เคียงกับฝั่งใดมากกว่ากัน

Quiet QuittingBurnout
กำหนดขอบเขตการทำงานแบกรับทุกอย่างจนเกิดความเครียดเรื้อรัง
ยังมีพลังสำหรับใช้ชีวิตหรือทำสิ่งที่ชอบรู้สึกหมดแรงทั้งกับเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว
มีเป้าหมาย และอาจมีความสุขกับงานบ้างไม่มีแรงจูงใจ ไม่อยากทำงาน ไม่มีเป้าหมายอะไรที่ชัดเจน
พักผ่อนแล้วกลับมาทำงานได้ยังไม่เริ่มทำอะไรก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว
เป็นพฤติกรรมเป็นภาวะทางจิตใจและอารมณ์

เมื่อพิจารณาดูแล้ว บางคนอาจตีความว่าพฤติกรรมฝั่งซ้ายคือความขี้เกียจ ไม่มีความรับผิดชอบ หรือไม่ทุ่มเทให้กับงานมากพอ แต่ในบางกรณีอาจต้องลองมองในอีกแง่มุมว่า การตั้งขอบเขตกับเรื่องงานเป็นสิ่งที่ดี เช่น ไม่ตอบข้อความเกี่ยวกับงานหลังเลิกงาน ไม่ทำโอทีต่อเนื่องจนร่างกายและจิตใจอ่อนล้า เคารพเวลาพักผ่อนของเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น และหากว่ากันตามเนื้องานแล้วยังคงรับผิดชอบได้ดี ก็ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดแต่อย่างใด

ระหว่าง Quiet Quitting และ Burnout อาการแบบไหนที่ควรได้รับความช่วยเหลือ

ในสังคมของการทำงาน ผู้คนนับถือความทุ่มเทและความพยายามเพื่อสร้างผลงานที่ดี แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่ามนุษย์ทุกคนย่อมมีขีดจำกัด และขีดจำกัดของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป หากการทำงานส่งผลต่อคุณภาพในการนอนหลับ กระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าและไม่มีความสุขแม้มีผลงานที่ดี อาจต้องพิจารณาว่าสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตที่ยอมแลกไปนั้นคุ้มค่ากันหรือไม่

หากมีอาการดังกล่าวควรพบนักจิตวิทยาเพื่อหาสาเหตุของความเหนื่อยล้า และหาแนวทางดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม และต้องไม่ลืมดูแลตัวเองด้วยทัศนคติที่อ่อนโยน ดังนี้

  • การตั้งขอบเขตไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่เป็นการสร้างความชัดเจนในพื้นที่การทำงาน
  • การพักผ่อนไม่ใช่ความเกียจคร้าน แต่เป็นการเติมพลังให้ทำงานต่อได้
  • ความสำเร็จมีหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องแลกกับสุขภาพจิตเสมอไป
  • นอกเหนือจากเรื่องงาน สุขภาพกายและสุขภาพจิตของตัวเองก็เป็นความรับผิดชอบที่ต้องทำให้ดีเช่นกัน
  • การทำงานอย่างยั่งยืน คือการดูแลตัวเองให้มีพลังมากพอที่จะทำงานต่อได้

บทสรุป

จะเห็นได้ว่า Quiet Quitting และ Burnout มีพฤติกรรมที่คล้ายกันเพียงบางส่วน แต่ความรู้สึกเบื้องหลังแตกต่างกันมาก หากช่วงนี้รู้สึกเหมือนใจค่อย ๆ ห่างออกจากงานที่ทำอยู่ ลองถามตัวเองว่ากำลังปกป้องพลังงานของตัวเองอยู่ หรือกำลังหมดแรงจนไม่เหลือพลังไปทำอย่างอื่น หากต้องการที่ปรึกษา Happy Me Clinic มีนักจิตวิทยาที่พร้อมพูดคุยและให้คำปรึกษาเรื่องภาวะอารมณ์จากการทำงาน เราไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ปลอดภัยที่พร้อมรับฟังคุณเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณเรียนรู้วิธีดูแลร่างกายและจิตใจที่เหมาะสมกับตัวเอง หากต้องการคนรับฟังแม้เพียงเล็กน้อยก็เข้ามาขอคำปรึกษาได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ความเหนื่อยกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย

1. Quiet Quitting คือการขี้เกียจทำงานหรือไม่

ไม่เสมอไป บางคนเลือกวิธีนี้เพื่อรักษาสมดุลของชีวิต แต่ยังรับผิดชอบและมีความตั้งใจในการทำงาน

2. ระหว่างอาการ Burnout กับ Quiet Quitting สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้หรือไม่

เป็นไปได้ บางคนอาจใช้วิธีทำงานเท่าที่จำเป็นเพื่อลดอาการหมดไฟ ควรพิจารณาสาเหตุและความรู้สึกเบื้องหลังด้วย

3. หากไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลัง Burnout อยู่หรือไม่ ควรทำอย่างไร

ลองสังเกตว่าความเหนื่อยล้าต่อเนื่องหรือไม่ พักผ่อนแล้วหายเหนื่อยหรือเปล่า ถ้าเริ่มกระทบการใช้ชีวิตควรพบนักจิตวิทยา

แหล่งอ้างอิง

[1] WHO. Burn-out an “occupational phenomenon”: International Classification of Diseases (2019). เข้าถึง 26 มิถุนายน 2026

[2] Wiley Online Library. The ABCs of Quiet Quitting: A Bifurcated Framework of Its Passive and Deliberate Types (2025). เข้าถึง 26 มิถุนายน 2026

[3] Springer Nature. Quiet Quitting in nursing: a concept analysis (2026). เข้าถึง 26 มิถุนายน 2026