สุขภาพจิตก็เหมือนสุขภาพกาย คือต้องการการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงแล้วค่อยเริ่มดูแลตัวเอง จิตบำบัดเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยดูแลสุขภาพจิตได้ ไม่จำเป็นต้องมีความเครียดหรือภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรงก็ขอรับคำปรึกษาและบำบัดได้ หากมีปัญหาเรื่องความคิดและอารมณ์ ต้องการเข้าใจตัวเองมากขึ้น การเข้ารับบริการกับนักจิตวิทยาจะช่วยให้คุณมีทักษะรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตได้ดีขึ้นด้วย

จิตบำบัดคืออะไร เหมาะกับอาการแบบใดบ้าง

จิตบำบัด (Psychotherapy) คือกระบวนการที่นักจิตวิทยาช่วยให้ผู้รับบริการเกิดความเปลี่ยนแปลงด้านความคิด อารมณ์ พฤติกรรม ความสัมพันธ์ และการรับมือกับประสบการณ์ชีวิตต่าง ๆ โดยที่นักจิตวิทยาและผู้รับบริการต้องทำงานร่วมกันอย่างมีเป้าหมาย ซึ่งมีโครงสร้างและเทคนิคเฉพาะในเชิงจิตวิทยา อาการหรือภาวะทางจิตใจที่เหมาะกับการทำจิตบำบัด ได้แก่

1. ภาวะซึมเศร้า  

สภาพสังคมยุคปัจจุบันที่เน้นการแข่งขันและเปรียบเทียบ ทำให้ใครหลายคนมีภาวะซึมเศร้าได้ง่าย เมื่อรู้สึกเศร้าอย่างต่อเนื่องจะทำให้รู้สึกหมดแรง ไม่มีกำลังใจทำอะไร ควรใช้จิตบำบัดซึมเศร้าเพื่อช่วยปรับความคิดลบ เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และเสริมสร้างสุขภาพจิตให้แข็งแรงมากขึ้น

2. ความวิตกกังวล

ความวิตกกังวลมีหลายรูปแบบ เช่น การกังวลเรื่องทั่วไปมากผิดปกติ กลัวการเข้าสังคม กลัวโรคร้ายแรง มีพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ เป็นต้น อีกทั้งยังมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันไป หากกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันและมีอาการทางร่างกาย ก็ควรพบนักจิตวิทยา เพื่อใช้จิตบำบัดวิตกกังวลในการจัดการความคิดและความกังวล

3. PTSD หรือบาดแผลทางใจ

PTSD หมายถึงภาวะเครียดหลังจากประสบกับเหตุการณ์รุนแรง เช่น สูญเสียคนสำคัญ อุบัติเหตุร้ายแรง ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ เป็นต้น การทำจิตบำบัดจะช่วยปรับมุมมองและพฤติกรรมเพื่อรับมือกับอารมณ์จากความทรงจำในอดีต แก้ปมในใจและทำให้จัดการความเครียดได้ดีขึ้น

4. ปัญหาความสัมพันธ์

การทำจิตบำบัดสามารถทำเป็นกลุ่มได้ ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดคู่รักหรือครอบครัวบำบัด จึงช่วยแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้เช่นกัน เช่น ปัญหาชีวิตสมรส ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยจะเป็นกระบวนการที่ทำให้สื่อสารกันได้มากขึ้น ทำความเข้าใจความแตกต่างของกันและกัน ช่วยให้แต่ละฝ่ายร่วมมือกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

เทคนิคจิตบำบัดในปัจจุบันที่คุณควรรู้

จิตบำบัดมีเทคนิคที่หลากหลาย แต่ไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุด เพราะแต่ละคนมีเทคนิคที่เหมาะสมเฉพาะกับตัวเอง นักจิตวิทยายุคปัจจุบันเน้นการเลือกเทคนิคที่เหมาะกับปัญหาและบุคลิกของผู้ป่วยแต่ละคน หรืออาจมีการผสมผสานกันตามความเหมาะสม โดยเทคนิคที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ มีดังนี้

1. Cognitive Behavioral Therapy (CBT)

CBT เป็นเทคนิคที่เน้นการพูดคุยเพื่อปรับความคิดและพฤติกรรม เปลี่ยนความคิดที่ถูกบิดเบือนและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้ดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาสุขภาพจิตได้หลายอย่าง เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล ย้ำคิดย้ำทำ เป็นต้น โดยจะมีการให้การบ้านเพื่อกลับไปฝึกฝนด้วย

2. Acceptance and Commitment Therapy (ACT)

เป็นเทคนิคการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเน้นการยอมรับความคิดและอารมณ์ของตัวเอง มีความยืดหยุ่น เหมาะสำหรับภาวะคิดมากหรือโทษตัวเองเกินเหตุ ช่วยฝึกการมีสติอยู่กับปัจจุบันและปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

3. Dialectical Behavior Therapy (DBT)

DBT เป็นเทคนิคจิตบำบัดที่ต่อยอดจาก CBT โดยเน้นทักษะการจัดการอารมณ์มากขึ้น ช่วยให้มีสติรู้ทันอารมณ์และไม่ใช้พฤติกรรมที่รุนแรง เหมาะกับผู้ที่มีสภาวะอารมณ์ไม่มั่นคง หรือมีปัญหาบุคลิกภาพผิดปกติ

4. Mindfulness-Based Therapies (MBT)

เทคนิคนี้ผสมผสานการบำบัดทางจิตวิทยากับการฝึกสติด้วยสมาธิ อาจเรียกว่าสติบำบัดหรือการเจริญสติก็ได้ แต่ไม่ใช่การนำหลักศาสนามาใช้เสมอไป มีหลายรูปแบบ เช่น โยคะ การหายใจ ฝึกกินอย่างมีสติ เป็นต้น เทคนิคนี้ช่วยให้รู้เท่าทันความคิดอย่างไม่ตัดสินตัวเอง และลดโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพจิตซ้ำได้

บทสรุป

จิตบำบัดถือเป็นอีกวิธีหนึ่งสำหรับการดูแลสุขภาพจิต นอกเหนือจากเทคนิคต่าง ๆ ที่นักจิตวิทยาแนะนำแล้ว คุณเองก็ต้องให้เวลากับการดูแลใจตัวเองอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน

ไม่ว่าใครก็มีโอกาสเกิดภาวะเครียด ซึมเศร้า และวิตกกังวลได้ การมองหาตัวช่วยไม่ใช่เรื่องแปลก Happy Me Clinic เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ช่วยให้คุณเริ่มต้นเข้าใจตัวเอง เราเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่พร้อมรับฟังและแบ่งปันวิธีดูแลสุขภาพจิตที่เหมาะกับคุณมากที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

1. จะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรคือเวลาที่ควรรับบริการจิตบำบัด

เมื่อไรที่รู้สึกว่าภาวะอารมณ์รบกวนการใช้ชีวิตตามปกติ มีปัญหากับความสัมพันธ์ ไม่เป็นตัวของตัวเอง และเป็นมานานแล้วแต่ไม่ดีขึ้น ควรเริ่มปรึกษานักจิตวิทยา

2. ปรึกษานักจิตวิทยาอย่างเดียว โดยไม่ทำจิตบำบัดได้หรือไม่

สามารถทำได้ เพราะการพบนักจิตวิทยาเป็นการพบเพื่อพูดคุยปรึกษาอย่างเดียวก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการประเมินอาการด้วย

3. จะรู้ได้อย่างไรว่าเทคนิคจิตบำบัดแบบใดเหมาะกับตัวเอง

ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความชอบส่วนบุคคล บางคนอาจชอบพูดคุยวิเคราะห์ปัญหา แต่บางคนชอบฝึกฝนด้วยตัวเอง อาจปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อหาแนวทางที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น

แหล่งอ้างอิง

[1] NICE. Depression in adults: treatment and management (2022). เข้าถึง 6 พฤษภาคม 2026
[2] The National Institute of Mental Health. What is psychotherapy? (2024). เข้าถึง 6 พฤษภาคม 2026
[3] World Psychiatry. Innovations to improve outcomes and uptake of psychotherapies for mental disorders: a state‐of‐the‐art review (2026). เข้าถึง 6 พฤษภาคม 2026