ในบริบทของที่ทำงาน คนเก่งมักเป็นคนที่รับมือกับแรงกดดันได้ดี ทำงานได้หลายอย่าง และมีความรับผิดชอบมากกว่าคนอื่น ขณะเดียวกัน คนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่เสี่ยงต่อการ Burnout หรือภาวะหมดไฟมากที่สุด เพราะความเก่งมักมาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงขึ้น ภาระงานที่เพิ่มขึ้น และการบอกกับตัวเองว่าต้องทำงานให้ดีที่สุด ความเครียดจึงค่อย ๆ สะสมโดยไม่รู้ตัว หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้ มาเช็กไปพร้อมกันว่าทำไมคนที่ทุ่มเทกับงานจึงมีความเสี่ยง แล้วจะดูแลตัวเองอย่างไรโดยไม่ให้ร่างกายและจิตใจล้มไปเสียก่อน

ทำไมคนเก่งจึงเสี่ยงหมดไฟในการทำงานมากกว่าที่คิด

ภาวะ Burnout คือการหมดไฟในการทำงาน นี่ไม่ใช่แค่ความเหนื่อยทางกาย แต่เป็นความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ร่วมด้วย ทำให้เกิดความเครียดเรื้อรัง และจะไม่หายไปหากไม่จัดการอย่างเหมาะสม ยิ่งเมื่อคนเก่งรู้สึกว่าประสิทธิภาพในการทำงานของตัวเองลดลงก็ยิ่งรู้สึกกังวลมากเข้าไปอีก อาจคิดว่าตัวเองกำลังขี้เกียจ ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่ หากมีความรู้สึกว่าตื่นมาแล้วไม่อยากทำงาน เหนื่อยแม้จะพักไปแล้ว หงุดหงิดง่ายและสมาธิลดลง ให้มองว่านี่คือสัญญาณที่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือน โดยสาเหตุที่ทำให้คนเก่งเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟได้ง่ายคือ

1. มีความรับผิดชอบมาก จึงได้รับภาระมาก

ในพื้นที่ของการทำงาน คนที่มีความรับผิดชอบคือคนที่จะถูกเล็งเห็นว่าสามารถทำงานที่สำคัญต่อองค์กรได้ จึงมักได้รับมอบหมายงานใหญ่ หรือถูกคาดหวังให้ช่วยแก้ปัญหาอยู่เสมอ เมื่อสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมการทำงานหล่อหลอมให้เขาต้องแบกรับทุกอย่างเอาไว้ เขาจะกลายเป็นคนที่ไม่กล้าปฏิเสธ เอาความต้องการของตัวเองไว้ทีหลัง ให้ความสำคัญกับงานก่อนเสมอ เมื่อภาระมากเกินไปก็จะทำให้เหนื่อยล้าสะสมจนรู้สึกหมดไฟ

2. ตั้งมาตรฐานการทำงานไว้สูง

คนเก่งอาจดูมีความมั่นใจสูง แต่ในขณะเดียวกันก็กลัวความผิดพลาดสูงเช่นกัน จึงต้องพยายามทำทุกอย่างออกมาให้ดีที่สุด บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองทำได้ไม่ดีพอแม้จะได้รับคำชื่นชม จึงเผลอกดดันตัวเองมากเกินไป บางครั้งอาจใช้มาตรฐานของตัวเองกดดันวิธีการทำงานของเพื่อนร่วมงานด้วย ส่งผลให้มีความเครียดจากงานสะสม กลายเป็นความเหนื่อยล้าทางใจเพราะมีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้เข้ามากระตุ้นความเครียดอยู่เสมอ

3. ยิ่งทำได้ดี ยิ่งได้รับงานเพิ่ม

การทำงานได้ดีทำให้เกิดความรู้สึกภูมิใจในตัวเองก็จริง แต่ในขณะเดียวกันต้องมีปริมาณงานที่เหมาะสมด้วย หากทำได้ดีแล้วกลายเป็นว่าได้รับภาระงานเพิ่มอยู่เรื่อย ๆ จะกลายเป็นว่าถูกพึ่งพาอยู่เสมอ เป็นความไม่สมดุลระหว่างความพยายามของคนทำงานกับทรัพยากรในที่ทำงาน ประเด็นนี้อาจมีปัจจัยเรื่องวัฒนธรรมในที่ทำงานเข้ามาเกี่ยวข้อง หากองค์กรไม่แก้ไขเรื่องการจัดการภาระงาน คนที่ทำได้ดีที่สุดจะเป็นคนที่หมดไฟในการทำงานมากที่สุด

3 วิธีดูแลใจควบคู่กับการพักผ่อน เพื่อค่อย ๆ ฟื้นจาก Burnout

การหยุดพักผ่อนอาจช่วยคลายความเหนื่อยล้าทางกายได้บ้าง แต่ถ้ายังต้องกลับไปเจอความเครียดจากงานแบบเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมองค์กร สภาพแวดล้อม ความคาดหวัง รวมถึงวิธีคิดที่กดดันตัวเอง ความเครียดก็จะกลับมาสะสมอีก จึงต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานและวิธีดูแลจิตใจตัวเองด้วย สิ่งสำคัญคือเปลี่ยนความคิดที่ว่าต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียวและผิดพลาดไม่ได้ ให้เป็นมุมมองที่อ่อนโยนต่อตัวเองมากขึ้น เช่น การขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ คุณค่าของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับงานเสมอไป และการดูแลตัวเองคือส่วนหนึ่งของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

1. ทบทวนว่าอะไรคือภาระ อะไรคือความคาดหวัง

ลองทบทวนดูว่าความรู้สึกถูกคาดหวังนั้นมาจากองค์กรหรือตัวเอง ควรตั้งขอบเขตเรื่องการรับงาน การช่วยเหลือคนอื่น โดยจัดลำดับความสำคัญ ใช้เวลาคิดทบทวนก่อนรับงาน และลองปฏิเสธงานที่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของตัวเองโดยตรงบ้าง

2. เติมพลังให้ตัวเองด้วยสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน

การพักผ่อนเพื่อคลายความเครียดจากงานเป็นสิ่งสำคัญ จึงต้องคลายเครียดด้วยสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การทำงานอดิเรก การนอนอย่างมีคุณภาพ ไปจนถึงการพบกับคนที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางใจ

3. ปรึกษานักจิตวิทยา เมื่อมีอาการอย่างต่อเนื่อง

หากความเครียดจากงานเริ่มส่งผลต่อการนอนและความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ควรปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และเลือกแนวทางรับมือกับความเครียดที่เหมาะสม

บทสรุป

อาการหมดไฟจากการทำงานอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนเก่งหรือไม่ หากเป็นคนที่ทุ่มเท มีความรับผิดชอบ และพยายามทำทุกอย่างจนเครียดจากงานมากเกินไป โอกาสที่มากขึ้นอาจแลกมากับคุณภาพชีวิตและปัญหาสุขภาพจิตได้เช่นกัน หากวันนี้คุณเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับงาน จนไม่แน่ใจว่าจะประคองตัวเองต่ออย่างไร Happy Me Clinic มีพื้นที่ที่จะช่วยให้คุณได้ยินเสียงภายในใจของตัวเองมากขึ้น ช่วยให้คุณได้สำรวจว่ามีอะไรบ้างที่กำลังดูดพลังชีวิต และช่วยให้คุณค้นพบวิธีพักผ่อนอย่างแท้จริง

คำถามที่พบบ่อย

1. Burnout ต่างจากความเหนื่อยล้าทั่วไปอย่างไร

ความเหนื่อยล้าทั่วไปมักดีขึ้นเมื่อได้พักผ่อน แต่ Burnout เกิดจากความเครียดสะสมเป็นเวลานาน จึงอาจยังรู้สึกหมดแรง หมดกำลังใจ หรือไม่อยากทำงาน แม้จะได้หยุดพักแล้วก็ตาม

2. คนที่ทำงานเก่งมีโอกาสหมดไฟมากกว่าจริงหรือไม่

มีโอกาสมากขึ้นในบางกรณี เพราะมักได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบงานสำคัญ พร้อมกับตั้งมาตรฐานกับตัวเองสูง จนความเครียดค่อย ๆ สะสมโดยไม่ทันตั้งตัว

3. เมื่อเริ่มเครียดจากงาน ควรทำอย่างไร

ลองสังเกตสัญญาณของตัวเอง จัดสมดุลระหว่างงานกับการพักผ่อน ทบทวนภาระงานที่รับไว้ และไม่ฝืนแบกทุกอย่างไว้คนเดียว หากอาการเป็นต่อเนื่อง ควรปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อหาวิธีรับมือที่เหมาะสม

แหล่งอ้างอิง

[1] WHO. Burn-out an “occupational phenomenon”. เข้าถึง 27 มิถุนายน 2026

[2] Taylor & Francis. Revitalising Burnout research (2025). เข้าถึง 27 มิถุนายน 2026

[3] Springer Nature. Burnout and well-being among higher education teachers: Influencing factors of Burnout (2025). เข้าถึง 27 มิถุนายน 2026