การแยกทางของพ่อแม่ไม่ได้จบลงแค่การเลิกราเสมอไป เพราะมีหลายคู่ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายยังมีความโกรธ ความค้างคาใจ หรือบาดแผลทางอารมณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย ท่ามกลางความรู้สึกเหล่านั้น ลูกมักกลายเป็นคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดโดยไม่ได้ตั้งใจ บทความนี้ช่วยให้คุณเข้าใจว่า Co-parenting คืออะไร และจะทำอย่างไรให้พ่อแม่ที่แยกทางกันด้วยความขัดแย้งยังสามารถเลี้ยงลูกไปด้วยกันได้ โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ “ประโยชน์สูงสุดของลูก”
Co-parenting คืออะไร และสำคัญอย่างไรในครอบครัวที่แยกทางกัน
Co-parenting คือรูปแบบการเลี้ยงลูกที่พ่อและแม่ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองร่วมกัน แม้จะไม่ได้อยู่ในความสัมพันธ์แบบคู่รักอีกต่อไป จุดสำคัญไม่ใช่ความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ แต่คือการร่วมมือกันดูแลพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ และความมั่นคงทางอารมณ์ของลูก
ในบริบทของครอบครัวที่แยกทางกันด้วยความขัดแย้ง Co-parenting จะไม่ได้แปลว่าต้องกลับมารักหรือเข้าใจกันทุกเรื่อง แต่หมายถึงการแยกบทบาทอดีตคู่รักออกจากบทบาทพ่อแม่ของลูกให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ความโกรธของผู้ใหญ่กลายเป็นภาระทางใจของเด็ก
ความขัดแย้งของพ่อแม่ ส่งผลต่อลูกอย่างไร
ก่อนจะพูดถึงวิธีทำ Co-parenting จำเป็นต้องเข้าใจว่าความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่หลังการแยกทาง ส่งผลต่อลูกในหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็น
1. ความรู้สึกไม่ปลอดภัยทางอารมณ์
เด็กที่เห็นพ่อแม่ทะเลาะกันอย่างต่อเนื่อง มักรู้สึกว่าโลกของตัวเองไม่มั่นคง เขาอาจกังวลว่าจะถูกทอดทิ้ง หรือกลัวว่าต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง
2. ความสับสนในบทบาทและความสัมพันธ์
เมื่อพ่อแม่สื่อสารกันผ่านลูก หรือใช้ลูกเป็นตัวกลางในการต่อรอง เด็กจะเริ่มสับสนว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร และอาจรู้สึกผิดที่ไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้พร้อมกัน
3. ผลกระทบระยะยาวต่อพัฒนาการทางจิตใจ
งานวิจัยด้านจิตวิทยาครอบครัวพบว่า เด็กที่เติบโตท่ามกลางความขัดแย้งเรื้อรัง มีความเสี่ยงต่อปัญหาความวิตกกังวล ความโกรธที่เก็บกดไว้ และก่อให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ของตนเองในวัยผู้ใหญ่ได้
หลักคิดสำคัญของ Co-parenting ท่ามกลางความโกรธ
การทำ Co-parenting ในสถานการณ์ที่ยังมีอารมณ์ลบ ไม่ได้เริ่มจากการให้อภัย แต่เริ่มจากการตระหนักรู้ว่าความรู้สึกของผู้ใหญ่ไม่ควรอยู่เหนือความต้องการของลูก หลักคิดสำคัญประกอบด้วย
1. ลูกไม่ใช่สนามรบของความขัดแย้ง
ไม่ว่าจะโกรธ เจ็บ หรือผิดหวังแค่ไหน ลูกไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเอาชนะกัน เช่น การพูดถึงอีกฝ่ายในแง่ลบต่อหน้าลูก หรือการบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ลูกเข้าข้างตนเอง
2. แยกเรื่องคู่รักออกจากบทบาทพ่อแม่
แม้ความสัมพันธ์ในฐานะคู่รักจะจบลง แต่บทบาทพ่อแม่ยังคงอยู่ตลอดชีวิต การตัดสินใจทุกอย่างควรถามตัวเองว่า “สิ่งนี้ดีต่อลูกหรือไม่” มากกว่า “อีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไร”
3. ยอมรับว่าความรู้สึกโกรธยังมีอยู่ได้
Co-parenting ไม่ได้บังคับให้ต้องรู้สึกดีต่อกันทันที แต่คือการเรียนรู้จัดการอารมณ์ของตนเอง ไม่ปล่อยให้มันกำหนดพฤติกรรมต่อหน้าลูก
วิธีทำ Co-parenting อย่างเป็นรูปธรรมในครอบครัวที่แยกทางกัน
เพื่อให้ Co-parenting เกิดขึ้นได้จริง จำเป็นต้องมีแนวทางที่ชัดเจนและนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน คือ
1. กำหนดข้อตกลงเรื่องลูกอย่างชัดเจน
การตกลงเรื่องตารางเวลา การดูแล การศึกษา และกติกาพื้นฐานในการใช้ชีวิตของลูก จะช่วยลดการปะทะทางอารมณ์ในระยะยาว และข้อตกลงเหล่านี้ควรยึดความสม่ำเสมอและความมั่นคงของลูกเป็นหลัก
2. สื่อสารเฉพาะเรื่องที่จำเป็น และใช้ภาษาที่ไม่กล่าวโทษกัน
เมื่ออารมณ์ยังตึงเครียด ควรสื่อสารเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับลูกโดยตรง เช่น การเรียน สุขภาพ หรือเวลาอยู่กับลูก และหลีกเลี่ยงการพูดถึงอดีตหรือความรู้สึกส่วนตัว การใช้ถ้อยคำที่เป็นกลาง ไม่กล่าวโทษหรือประชด จะช่วยให้การคุยจบลงที่การดูแลลูก ไม่ใช่การต่อสู้ทางอารมณ์ของพ่อแม่
3. ไม่ดึงลูกเข้ามาเป็นผู้รับสารหรือผู้ตัดสิน
เด็กไม่ควรเป็นคนส่งข้อความ ตีความ หรือรับรู้ปัญหาระหว่างพ่อแม่ การปกป้องลูกจากความตึงเครียดเหล่านี้คือหัวใจของการเลี้ยงลูกอย่างมีความรับผิดชอบ
4. ดูแลสุขภาพจิตของตัวเองควบคู่กันไป
พ่อแม่ที่ยังบอบช้ำทางอารมณ์ ย่อมยากที่จะทำ Co-parenting ได้อย่างมั่นคง การยอมรับว่าตนเองก็ต้องการการเยียวยาด้วย คืออีกหนึ่งความรับผิดชอบต่อบทบาทพ่อแม่เช่นกัน
บทสรุป
Co-parenting ในครอบครัวที่แยกทางกันด้วยความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ความโกรธ ความเสียใจ และความไม่ไว้ใจอาจยังอยู่ครบ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการไม่ปล่อยให้อารมณ์เหล่านั้นกลายเป็นภาระของลูก ซึ่งเด็กไม่ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ แต่ต้องการผู้ใหญ่ที่พยายามปกป้องเขาจากความขัดแย้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง
หากคุณกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลี้ยงลูกหลังการแยกทาง และรู้สึกว่าความรู้สึกของตัวเองเริ่มกระทบต่อการทำหน้าที่พ่อแม่ การมีพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยและจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสมสามารถช่วยได้ ที่ Happy Me Clinic เราเข้าใจความซับซ้อนของความสัมพันธ์หลังการแยกทาง และพร้อมช่วยคุณหาวิธีดูแลใจตัวเอง เพื่อให้คุณยังคงดูแลใจลูกได้อย่างมั่นคง เพราะบางครั้ง การทำเพื่อลูกต้องเริ่มต้นจากการเยียวยาหัวใจของพ่อแม่ก่อน
คำถามที่พบบ่อย
1. ถ้ายังโกรธอีกฝ่ายอยู่ จะทำ Co-parenting ได้จริงไหม
ทำได้จริง เพราะ Co-parenting ไม่ได้ต้องการให้คุณเลิกรู้สึกโกรธ แต่ต้องการให้คุณไม่เอาความโกรธนั้นไปวางไว้ในใจของลูก
2. การทนคุยกันเพื่อลูก ทั้งที่เจ็บปวดมาก มันคุ้มจริงหรือ
คุ้มมาก เพราะสิ่งที่ลูกต้องแบกรับในกรณีที่พ่อแม่ไม่ยอมจัดการอารมณ์ตัวเอง จะหนักกว่าความเจ็บของผู้ใหญ่มาก
3. ถ้าลูกเห็นพ่อแม่ยังขัดแย้ง เขาจะโทษตัวเองไหม
มีโอกาสสูง เพราะเด็กมักคิดว่า “ถ้าฉันดีกว่านี้ ทุกอย่างคงไม่พัง” แม้ไม่มีใครบอก แต่ใจเขามักตีความแบบนั้นเสมอ




