การบำบัด EMDR (Eye Movement Desensitization and Reprocessing) เป็นหนึ่งในแนวทางการดูแลสุขภาพจิตที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่เผชิญกับภาวะเครียดจากเหตุการณ์รุนแรง (PTSD) หรือมีภาวะอารมณ์ด้านลบที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน วิธีนี้นักจิตบำบัดจะใช้การกระตุ้นทางสายตาและสมอง เพื่อช่วยให้ผู้รับการบำบัดสามารถประมวลผลและปล่อยวางความทรงจำที่กระทบจิตใจได้อย่างเป็นธรรมชาติ
อาการสุขภาพจิตที่รักษาด้วยการบำบัด EMDR ได้
การบำบัด EMDR ไม่ได้จำกัดแค่การรักษา PTSD เท่านั้น แต่ยังมีประสิทธิภาพกับปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น
⦁ ภาวะวิตกกังวลเรื้อรัง (Generalized Anxiety Disorder – GAD)
⦁ อาการซึมเศร้าที่เกิดจากเหตุการณ์ร้ายแรงในอดีต
⦁ ภาวะตื่นตระหนก (Panic Disorder)
⦁ ความเครียดและภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome)
⦁ โรคกลัวเฉพาะเจาะจง (Phobia) เช่น กลัวที่แคบ หรือกลัวความสูง
⦁ ความเครียดสะสมจากความสัมพันธ์ เช่น การหย่าร้าง หรือการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
หากคุณมีอาการเหล่านี้และต้องการหาวิธีบำบัดที่เป็นธรรมชาติ EMDR อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยให้คุณกลับมามีชีวิตที่สมดุลอีกครั้ง
ขั้นตอนการบำบัด EMDR
แม้ว่า EMDR จะฟังดูเป็นวิธีที่ไม่ซับซ้อน แต่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรได้รับการบำบัดโดยนักจิตบำบัดที่เชี่ยวชาญ โดยขั้นตอนของการบำบัดจะแบ่งออกเป็น 7 ขั้นตอนหลัก คือ
1. ประเมินและวางแผนการรักษา
นักจิตบำบัดจะสอบถามถึงปัญหาที่ต้องการรักษา พร้อมทั้งประเมินว่าสามารถใช้ EMDR ได้หรือไม่
2. เตรียมตัวก่อนเริ่มการบำบัด
ฝึกฝนเทคนิคการผ่อนคลายเพื่อให้สามารถรับมือกับอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการบำบัด
3. ระบุความทรงจำที่เป็นปัญหา
เลือกเหตุการณ์ที่ต้องการแก้ไข และเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อจิตใจมากที่สุด
4. การลดความไวทางอารมณ์
ใช้เทคนิคการกระตุ้นสมองทั้ง 2 ซีก (Bilateral Stimulation) เช่น การเคลื่อนไหวดวงตาไปตามนิ้วของนักบำบัด หรือการใช้เสียงสลับข้าง
5. ฝึกฝนชุดความคิดเชิงบวก
เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเหตุการณ์ให้เป็นด้านบวกมากขึ้น
6. การสแกนร่างกาย
ตรวจสอบปฏิกิริยาทางกายภาพที่อาจเกิดขึ้นจากอารมณ์ที่ยังตกค้างอยู่ นักจิตบำบัดจะช่วยให้คุณกลับมาอยู่ในสภาวะที่สมดุล ก่อนจบการบำบัดแต่ละครั้ง
7. การติดตามผล
หลังจบการรักษาไปสักระยะหนึ่ง นักจิตบำบัดจะทำการติดตามผล เพื่อประเมินว่าการบำบัดสามารถช่วยบรรเทาปัญหาให้คุณได้มากน้อยเพียงใด
สำหรับระยะเวลาการบำบัดแต่ละครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 60-90 นาที และในกรณีที่มีความซับซ้อนอาจต้องเข้ารับการบำบัดหลายครั้ง
ข้อดีของการบำบัด EMDR
1. ไม่ต้องใช้ยา
EMDR เป็นการบำบัดที่อาศัยการทำงานของสมองและจิตใจ ซึ่งเป็นวิธีตามธรรมชาติ จึงไม่ต้องใช้ยาในการรักษา
2. ช่วยปลดล็อกความทรงจำที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ
หลังจากการบำบัดจะช่วยลดอิทธิพลของความทรงจำร้าย ๆ ที่คอยฉุดรั้งคุณไว้ได้
3. เห็นผลได้ภายในไม่กี่ครั้ง
โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงภายใน 2-3 ครั้งแรกของการบำบัด
EMDR เป็นวิธีบำบัดทางจิตวิทยาที่ช่วยให้ผู้ที่เคยมีประสบการณ์เลวร้ายสามารถจัดการกับความทรงจำเหล่านั้นได้ โดยไม่ต้องใช้ยา หากคุณกำลังมองหาทางเลือกในการดูแลสุขภาพจิตที่ช่วยให้คุณจัดการกับอดีต และใช้ชีวิตในปัจจุบันได้อย่างอิสระอีกครั้ง EMDR อาจช่วยคุณได้ หากคุณสนใจและต้องการคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ Happy Me Clinic พร้อมให้คำแนะนำโดยนักจิตบำบัดที่เชี่ยวชาญในด้านนี้ ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาได้เลย
คำถามที่พบบ่อย
1. EMDR ต่างจากการพูดคุยบำบัดทั่วไปอย่างไร?
แม้ EMDR จะยังอาศัยการทำงานร่วมกับนักจิตบำบัด แต่จะเน้นการช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำหรือประสบการณ์ที่กระทบจิตใจใหม่ ผ่านการกระตุ้นสมองทั้งสองซีก ทำให้ผู้รับการบำบัดไม่จำเป็นต้องเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์ซ้ำ ๆ มากเท่ากับการบำบัดบางรูปแบบ
2. การบำบัด EMDR เหมาะเฉพาะผู้ที่เป็น PTSD เท่านั้นหรือไม่?
ไม่ใช่ แม้ EMDR จะเป็นที่รู้จักอย่างมากในกลุ่มผู้ที่มีภาวะ PTSD แต่ยังถูกนำมาใช้กับปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ เช่น ความวิตกกังวล ภาวะแพนิค ความเครียดสะสม หรือผลกระทบทางอารมณ์จากเหตุการณ์ยากลำบากในชีวิตได้เช่นกัน
3. ระหว่างการบำบัด EMDR ต้องกลับไปเผชิญความทรงจำที่เจ็บปวดหรือไม่?
กระบวนการบำบัดอาจมีการพูดถึงเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ แต่จะดำเนินไปอย่างเป็นขั้นตอนภายใต้การดูแลของนักจิตบำบัด เพื่อช่วยให้ผู้รับการบำบัดรู้สึกปลอดภัยและสามารถจัดการกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม
แหล่งอ้างอิง
[1] EMDR International Association. About EMDR Therapy. เข้าถึง 15 มิถุนายน 2026
[2] American Psychological Association. Eye Movement Desensitization and Reprocessing (EMDR) Therapy (2025). เข้าถึง 15 มิถุนายน 2026
[3] NHS. PTSD (post-traumatic stress disorder) (2026). เข้าถึง 15 มิถุนายน 2026