โรคแพนิคคืออะไร? เจาะลึกอาการ และแนวทางรับมือที่ถูกต้อง
วันนี้เราอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจว่า โรคแพนิคคืออะไร? ด้วยข้อมูลอย่างละเอียดจากนักจิตวิทยาและนักจิตบำบัด เพื่อให้ทุกคนสามารถรับมือได้อย่างถูกต้องซึ่งโรคแพนิค (Panic Disorder) เป็นความผิดปกติทางจิตใจที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดความตื่นตระหนกอย่างฉับพลัน ซึ่งเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีภัยคุกคามอย่างชัดเจนก็ตาม สาเหตุหลักนั้นจะมาจากสมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) ที่ทำงานมากกว่าปกติ ส่งผลให้ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลีนและคอร์ติซอลมากเกินไป จึงทำให้เกิดอาการใจสั่น หายใจไม่ทัน หรือวิงเวียนศีรษะ โดยเฉพาะกับผู้ที่เคยผ่านเหตุการณ์รุนแรง หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้า มักจะมีความเสี่ยงการเกิดโรคแพนิคสูงขึ้น
สัญญาณและผลกระทบที่เกิดจากโรคแพนิค
อาการทางกาย
ผู้ป่วยมักรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรงเกินปกติ มือสั่น หน้ามืด หรือรู้สึกเหมือนจะเป็นลม แม้ว่าการตรวจร่างกายจะไม่พบความผิดปกติใด ๆ ก็ตาม
อาการทางอารมณ์
มีความกลัวแบบควบคุมไม่ได้ อาจรู้สึกเหมือนหลุดออกจากความเป็นจริง (Derealization) หรือรู้สึกเหมือนตนเองกำลังจะแยกออกจากร่างกาย (Depersonalization) ซึ่งทำให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกเพิ่มขึ้น
ผลกระทบระยะยาว
ผู้ที่เกิดอาการแพนิคบ่อยครั้ง มักจะเลือกหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เคยกระตุ้นอาการ เช่น การโดยสารรถสาธารณะ หรือการอยู่ในที่สาธารณะ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเก็บตัวและเกิดปัญหาการเข้าสังคมได้
ความเชื่อมโยงระหว่างโรคซึมเศร้า และโรคแพนิคคืออะไร
อาการแพนิคที่เกิดซ้ำ ๆ อาจนำไปสู่โรควิตกกังวลเรื้อรัง และเมื่อผู้ป่วยเริ่มรู้สึกหมดหนทางในการควบคุมชีวิต อาจเกิดความรู้สึกสิ้นหวังและเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า การบำบัดโดยนักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัด จึงมีบทบาทสำคัญในส่วนนี้ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจวงจรความกลัว และหาแนวทางรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีรับมือกับโรคแพนิคที่นักจิตวิทยาแนะนำ
1. การฝึกหายใจลึก ๆ (Deep Breathing)
ควรฝึกหายใจช้า ๆ และลึก ๆ เพื่อลดการตอบสนองของระบบประสาทอัตโนมัติ จะช่วยทำให้ร่างกายและจิตใจสงบลงเร็วขึ้น
2. เทคนิคการรับรู้ปัจจุบัน (Grounding Techniques)
ฝึกใช้หลัก “5-4-3-2-1” โดยเริ่มจากสังเกตสิ่งที่มองเห็น-เสียงที่ได้ยิน-สัมผัสที่รู้สึก-ดมกลิ่น-ชิมรสชาติ โดยตัวเลขจะหมายถึงจำนวนที่แตกต่างกันและต้องแยกให้ออก วิธีนี้จะช่วยดึงจิตใจกลับมาสู่ปัจจุบันได้
3. การบำบัดพฤติกรรมและความคิด (CBT)
ฝึกระบุและทบทวนความคิดเชิงลบที่กระตุ้นอาการแพนิค พร้อมปรับความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล ให้กลับมาเข้าใจได้ถูกต้อง
4. การบำบัดแบบเผชิญหน้า (Exposure Therapy)
ค่อย ๆ ฝึกให้ตนเองกล้าเผชิญกับสถานการณ์ที่กลัวในสภาวะแวดล้อมที่ควบคุมได้และปลอดภัย เพื่อสร้างความคุ้นชินและลดความกลัว วิธีนี้หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง แนะนำว่าควรทำภายใต้การดูแลของนักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัด
5. การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (Progressive Muscle Relaxation)
ฝึกเกร็งและคลายกล้ามเนื้อทีละส่วนเพื่อช่วยลดความเครียดทางร่างกาย
6. ปรึกษานักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัด
เพื่อช่วยวางแผนการรักษาให้เหมาะสมและปลอดภัย สำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
จากข้อมูลทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า โรคแพนิคสามารถรับมือได้ ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวหรือหลบซ่อนตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงอาการ หากผู้ป่วยมีความเข้าใจและปฏิบัติตามวิธีรับมือที่เราได้แนะนำไปแล้ว ก็จะสามารถดูแลตัวเองได้อย่างแน่นอน หรือหากมีอาการรุนแรงเกินกว่าจะแก้ไขเองได้ การเปิดใจรับคำแนะนำจากนักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัด จะยิ่งช่วยให้คุณรู้ว่าโรคแพนิคคืออะไร และสามารถวางแนวทางการฟื้นฟูสุขภาพใจได้อย่างเหมาะสม และที่ Happy Me Clinic เราพร้อมเป็นคนที่จะช่วยคุณแก้ไขอาการแพนิคนี้เอง
คำถามที่พบบ่อย
1. โรคแพนิคเกิดขึ้นจากการคิดมากหรือจิตใจไม่เข้มแข็งจริงไหม?
ไม่จริง โรคแพนิคเป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง ระบบประสาท และการตอบสนองต่อความเครียด ไม่ได้เกิดจากการอ่อนแอทางจิตใจ หรือเป็นเรื่องที่ผู้ป่วยควบคุมให้หายได้ด้วยความพยายามเพียงอย่างเดียว
2. ทำไมคนที่เป็นโรคแพนิคถึงเริ่มหลีกเลี่ยงสถานที่หรือกิจกรรมบางอย่าง?
เพราะหลายคนกังวลว่าอาการจะกลับมาเกิดซ้ำในสถานการณ์เดิม จึงเริ่มหลีกเลี่ยงการเดินทาง การอยู่ในที่สาธารณะ หรือกิจกรรมที่เคยทำ ซึ่งหากปล่อยไว้นานอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้
3. หากมีอาการแพนิคเป็นครั้งคราว จำเป็นต้องพบผู้เชี่ยวชาญหรือไม่?
หากอาการเริ่มเกิดซ้ำบ่อยขึ้น ทำให้กังวลตลอดเวลา หรือส่งผลต่อการทำงาน การเรียน และการใช้ชีวิตประจำวัน การปรึกษานักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัดจะช่วยให้เข้าใจสาเหตุและเรียนรู้วิธีรับมือที่เหมาะสมมากขึ้น
แหล่งอ้างอิง
[1] Mayo Clinic. Panic attacks and panic disorder (2026). เข้าถึง 19 มิถุนายน 2026
[2] NHS. Panic disorder (2026). เข้าถึง 19 มิถุนายน 2026
[3] NHS Inform. How to deal with panic and anxiety (2026). เข้าถึง 19 มิถุนายน 2026