การแต่งงานไม่ได้หมายถึงการได้คู่ชีวิตระหว่างสามีและภรรยา แต่คือการก้าวเข้าไปอยู่ในครอบครัวใหม่ ซึ่งสำหรับผู้หญิงหลายคนบ้านสามีกลับไม่ใช่พื้นที่ที่รู้สึกปลอดภัยอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะเมื่อแม่สามีมีบทบาทสูง และสามีเลือกยืนข้างแม่อยู่เสมอ ความรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกจึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นมา แต่อย่าพึ่งกังวล เพราะเราจะชวนคุณมาทำความเข้าใจในทุกแง่มุมของเรื่องนี้ พร้อมแนะนำวิธีรับมือกับนิสัยลูกแหง่ที่ส่งผลต่อชีวิตคู่อย่างถูกวิธี
ลูกแหง่คืออะไร ความหมายในบริบทของชีวิตคู่
คำว่า “ลูกแหง่” ในความหมายของชีวิตคู่ มักไม่ได้หมายถึงคนที่อ่อนแอหรือทำอะไรไม่เป็นเสมอไป แต่หมายถึงสามีที่ยังพึ่งพิงแม่ในระดับความคิดและอารมณ์มากไปจนไม่เหลือบทบาทสามี โดยเฉพาะเมื่อเขาให้ความสำคัญกับความรู้สึกของแม่เหนือความรู้สึกของภรรยาอย่างต่อเนื่อง จนความสัมพันธ์เริ่มเสียสมดุล จุดที่ทำให้เรื่องนี้เจ็บปวดคือ ภรรยาที่ไม่ถูกเลือกจะค่อย ๆ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอกในบ้านสามี ทั้งที่เป็นคนที่ใช้ชีวิตร่วมกันจริง ๆ
ในหลายครอบครัว แม่สามีมีบทบาทสูงตั้งแต่ลูกชายยังเล็ก ทั้งการตัดสินใจเรื่องเงิน เรื่องการใช้ชีวิต หรือแม้แต่เรื่องที่ควรเป็นพื้นที่ของคู่รัก เมื่อโตขึ้น ลูกชายจึงคุ้นชินกับการไม่ขัดใจแม่ และมองว่าการยอมแม่คือทางออกที่ปลอดภัยต่อจิตใจ แม้จะต้องแลกด้วยความรู้สึกของภรรยาโดยไม่ตั้งใจ ความเป็นลูกแหง่จึงมักเกิดจากรูปแบบความสัมพันธ์ดั้งเดิมที่ยังไม่ถูกปรับให้เข้ากับการสร้างครอบครัวใหม่
พฤติกรรมแบบไหนที่เข้าข่ายลูกแหง่ และทำให้ภรรยารู้สึกเป็นคนนอก
เมื่อสามีมีนิสัยลูกแหง่ พฤติกรรมบางอย่างจะค่อย ๆ สะท้อนออกมาในชีวิตประจำวัน และเป็นต้นตอของความอึดอัดใจของภรรยา โดยมักจะมีพฤติกรรมเหล่านี้ให้สังเกตเห็นได้
1. แม่สามีมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจในบ้าน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน การจัดการในบ้าน การเลี้ยงลูก หรือการวางแผนชีวิตคู่ หากทุกอย่างต้องผ่านความเห็นของแม่สามีก่อนเสมอ ภรรยาจะเริ่มรู้สึกว่าความคิดของตัวเองไม่มีความหมาย และบ้านหลังนี้ไม่ใช่พื้นที่ที่เธอมีสิทธิตัดสินใจ
2. สามีเลือกความเงียบเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
เมื่อแม่สามีพูดตำหนิหรือแสดงความไม่พอใจต่อภรรยา สามีอาจเลือกนิ่ง ไม่ปกป้อง และปล่อยให้สถานการณ์ผ่านไป ในมุมของเขาอาจเป็นการรักษาความสงบ แต่ในความรู้สึกของภรรยา กลับคือการถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังกับแรงกดดัน
3. ภรรยาถูกคาดหวังให้เป็นฝ่ายเข้าใจอยู่ฝ่ายเดียว
คำพูดอย่าง “แม่หวังดี” หรือ “อย่าคิดมาก” มักถูกใช้เพื่อจบปัญหา จนความรู้สึกของภรรยาถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ทั้งที่ความอึดอัดเหล่านี้กำลังสะสมและกัดกร่อนใจอย่างเงียบ ๆ
ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ เมื่อสามีเข้าข้างแม่จนความรักเริ่มเปลี่ยนไป
พฤติกรรมเหล่านี้แม้จะดูไม่รุนแรง แต่เมื่อเกิดซ้ำ ๆ กลับส่งผลต่อชีวิตคู่ในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ
1. ความใกล้ชิดทางใจค่อย ๆ ลดลง
เมื่อภรรยาไม่มั่นใจว่าพูดไปแล้วสามีจะรับฟัง หรือรู้สึกไม่ได้รับการปกป้อง การเปิดใจจะค่อย ๆ หายไป ส่งผลให้การสื่อสารกลายเป็นเรื่องยาก และความสัมพันธ์เริ่มเหลือเพียงการอยู่ร่วมกันตามบทบาทเท่านั้น
2. เกิดความโดดเดี่ยวทั้งที่มีคู่ชีวิต
ความเจ็บปวดส่วนนี้ไม่ได้มีสาเหตุจากแม่สามี แต่มาจากการไม่มีสามียืนอยู่ข้าง ๆ ในวันที่รู้สึกไม่สบายใจ ภรรยาจึงเริ่มตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง และรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนนอกในบ้านสามีไปในที่สุด
3. ความรักถูกแทนที่ด้วยความอดทน
เมื่อปัญหาไม่เคยได้รับการจัดการอย่างจริงจัง ความสัมพันธ์จะขับเคลื่อนด้วยการฝืนอยู่มากกว่าความรักและความผูกพัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความห่างเหิน ความโกรธที่เก็บกดไว้ และก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตในระยะยาว
วิธีแก้ไข เมื่อปัญหาหลักคือ “ขอบเขต” ไม่ใช่ “ใครผิดใครถูก”
การแก้ไขสถานการณ์นี้ไม่ใช่การบังคับให้สามีเลือกฝ่าย แต่ต้องร่วมกันปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ใหม่ให้สมดุลและเป็นธรรมกับทุกคน
1. สื่อสารผลกระทบของเหตุการณ์ มากกว่าการกล่าวโทษ
แทนที่จะพูดในเชิงตำหนิ ภรรยาควรอธิบายว่ารู้สึกอย่างไร และเหตุการณ์นั้นกระทบความมั่นคงในชีวิตคู่แบบไหน การสื่อสารเช่นนี้จะช่วยให้สามีเห็นภาพรวมของปัญหา โดยไม่รู้สึกว่าต้องปกป้องแม่สามีทันที
2. สร้างข้อตกลงของ “บ้านเรา” ให้ชัดเจน
คู่รักควรพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาว่าเรื่องใดเป็นสิทธิตัดสินใจของทั้งสองคน และเรื่องใดรับฟังคำแนะนำจากแม่สามีได้ และไม่จำเป็นต้องทำตามท่านทั้งหมด การตั้งขอบเขตไม่ได้เป็นการประกาศกร้าวว่าไม่เคารพผู้ใหญ่ แต่คือการให้คุณค่ากับชีวิตคู่นั่นเอง
3. ช่วยให้สามีเรียนรู้วิธีจัดการความรู้สึกผิด
สามีที่มีนิสัยลูกแหง่มักติดอยู่กับความกลัวว่าจะทำให้แม่เสียใจ การเปลี่ยนแปลงจึงต้องเริ่มจากการเรียนรู้วิธีสื่อสารกับแม่อย่างสุภาพ หนักแน่น และต้องไม่รู้สึกผิดหากเลือกที่จะปกป้องความสัมพันธ์กับภรรยา
4. เมื่อคุยกันเองแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ การบำบัดคู่รักคือทางเลือกที่ปลอดภัย
หากการพูดคุยกันเองยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง การบำบัดคู่รักจะช่วยให้มองปัญหาด้วยใจที่เป็นกลางมากกว่าได้ เพราะนักจิตวิทยาจะช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าใจบทบาทของตัวเอง และเรียนรู้วิธีสร้างสมดุลระหว่างความเป็นลูกและความเป็นสามี โดยไม่ทำร้ายจิตใจกันซ้ำ
บทสรุป
ความรู้สึกเป็นคนนอกในบ้านสามีไม่ได้สะท้อนว่าภรรยาอ่อนแอหรือปรับตัวไม่เก่ง แต่สะท้อนถึงโครงสร้างความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในบ้านที่สามียังติดอยู่กับบทบาทลูกมากกว่าบทบาทคู่ชีวิต และแม่สามียังคงเป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ ความอึดอัดที่เกิดขึ้นจึงเป็นแรงกดดันที่สะสมจากการไม่มีพื้นที่ให้ความรู้สึกของภรรยาถูกรับฟังอย่างเท่าเทียม หากปล่อยให้รูปแบบนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่แก้ไข ความสัมพันธ์อาจค่อย ๆ อ่อนแรงลง ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่มีใครตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น
Happy Me Clinic เข้าใจว่าปัญหาความสัมพันธ์ของแต่ละครอบครัวมีความซับซ้อน และผูกพันกับประวัติชีวิตของแต่ละคนมากเกินกว่าจะใช้คำแนะนำแบบสำเร็จรูปได้ การบำบัดคู่รักและการให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยาที่ออกแบบมาเฉพาะแต่ละครอบครัว จึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยให้คุณและคู่ชีวิตได้มองความสัมพันธ์อย่างรอบด้าน เข้าใจบทบาทของกันและกันมากขึ้น และค่อย ๆ สร้างขอบเขตใหม่ที่ไม่ทำร้ายใคร
คำถามที่พบบ่อย:
1. สามีเข้าข้างแม่ตลอด แบบนี้แปลว่าเขาไม่รักภรรยาหรือเปล่า
ไม่จำเป็นเสมอไป ในหลายกรณีไม่ได้เกิดจากความไม่รัก แต่เกิดจากความคุ้นชินในการให้แม่เป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ และความกลัวว่าจะทำให้แม่เสียใจ ซึ่งเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ยังไม่ถูกปรับให้เหมาะกับชีวิตคู่
2. ถ้าพูดเรื่องนี้กับสามีแล้วกลัวทะเลาะกัน ควรเริ่มยังไงดี
ควรเริ่มจากการพูดถึงความรู้สึกของตัวเองมากกว่าการตำหนิพฤติกรรม เช่น อธิบายว่าคุณรู้สึกโดดเดี่ยวหรือไม่มั่นคงอย่างไร วิธีนี้ช่วยลดการปะทะและเปิดโอกาสให้เขารับฟังมากขึ้น
3. ปัญหานี้ควรแก้ที่แม่สามีหรือที่สามีกันแน่
แก่นของปัญหาอยู่ที่ “ขอบเขตของชีวิตคู่” ไม่ใช่การเปลี่ยนแม่สามี แต่คือการที่สามีต้องเรียนรู้บทบาทของการเป็นคู่ชีวิต และสร้างสมดุลระหว่างความเป็นลูกกับความเป็นสามีให้ชัดเจนขึ้น




